1. สิวอักเสบน้อย
    การรักษาในอดีตเน้นการใช้ยาทาที่ช่วยลดเม็ดอุดตันที่ไม่อักเสบ เช่น เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ กรดซาลิไซลิก(Benzoyl peroxide, salicylic acid) เพื่อปรับสมดุลของการสร้างเคราติน แต่มีหลักฐานเพียงจำกัดว่า การสลายหรือละลายเม็ดอุดตันเป็นตัวการในการลดจำนวนสิว ในความเป็นจริง ยาเหล่านี้อาจทำงานโดยการปรับการทำงานของ Toll-like receptor 2 (TLR-2) เพื่อลดการอักเสบที่เป็นอยู่
  2. สิวอักเสบปานกลาง
    การรับทานยาปฏิชีวนะถูกแนะนำให้ใช้สำหรับสิวอักเสบระดับปานกลาง โดยมุ่งไปที่การรักษาการติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น Cutibacterium acnes อย่างไรก็ตามประสิทธิภาพของยาปฏิชีวนะในปัจจุบันเป็นที่เข้าใจว่า เกิดจากผลต้านการอักเสบ โดยเฉพาะผ่านการปรับการทำงานของ TLR-2 มากกว่าการกำจัดแบคทีเรียเพียงอย่างเดียว
  3. สิวอักเสบรุนแรง
    ยารับทานกรดวิตามินเอ เช่น isotretinoin มักจะใช้สำหรับสิวรุนแรงเนื่องจากผลลัพธ์ที่แรง(potent effect) แต่การแยกระหว่างยาทาและยารับทานมักถูกมองข้าม ยาทานกรดวิตามินเอมีผลทั้งต่อภูมิคุ้มกันโดยกำเนิดและการหายของแผล(wound healing) โดยช่วยปรับการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน เช่น แมคโครฟาจและโมโนไซต์(macrophage,monocyte) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับสิวหัวช้างที่โครงสร้างผิวถูกทำลายจากการแตกเป็นแผลของต่อมรูขุมขน จึงควรหาวิธีที่ปลอดภัยรักษาแผลโดยไม่ต้องทานยา