เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนที่สำคัญ โดยเฉพาะฮอร์โมนแอนโดรเจน (Androgen) ซึ่งจะมีทั้งในเพศชายและเพศหญิง ฮอร์โมนแอนโดรเจนจะกระตุ้นให้ต่อมไขมัน (pilo-sebaceous gland) ที่เชื่อมติดกับรูขุมขนทำการผลิตไขมัน (sebum) มากขึ้นทำให้ระบายไม่ทันและคั่งค้างภายในท่อต่อมไขมัน เกิดการอุดตันภายในรูขุมขน

เชื้อซี. แอคเน่ส์ (C. acnes) ซึ่งเป็นเชื้อที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย (commensal bacteria) ที่อาศัยอยู่ก้นรูขุมขนจับกินไขมันที่คั่งค้างและย่อยสลายไขมัน ให้กลายเป็นกรดไขมันอิสระ (free fatty acid) ระคายเคืองผนังท่อต่อมไขมัน และเกิดสารก่อการอักเสบ (inflammatory mediator) หรือ LTB4 ส่งผลให้เซลล์ผิวหนังกำพร้า (keratinocyte) แบ่งตัวและหลุดลอกเพิ่มขึ้นและรวมตัวกับไขมันที่คั่งค้าง ทำให้เกิดการอุดตันภายในท่อรูขุมขน (follicular plug) เกิดเป็นก้อนคอมีโดนหรือสิวอุดตันที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า หรือ microcomedones เมื่อเกิดการสะสมเป็นระยะเวลานานจะรวมตัวกันเรื่อยๆใหญ่ขึ้น และทำให้เชื้อซี. แอคเน่ส์มีการแบ่งตัวเพิ่มมากขึ้น (colonization) ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (innate immunity) จะตอบสนองต่อเชื้อที่เพิ่มมากขึ้น โดยการหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบ (proinflammatory cytokine) ทำให้เกิดการอักเสบแล้วเกิดเป็นสิวชนิดต่างๆได้แก่ สิวอุดตันหัวปิด close comedones ซึ่งสามารถมองเห็นเป็นเม็ดนูนสีเดียวกับผิว หรือสิวอักเสบไทป์ 1 เมื่อปล่อยทิ้งไว้นานไม่รักษาร่วมกับการกดสิวอักเสบไทป์ 1 ออก อาจจะก่อให้เกิดสิวอักเสบไทป์ 2 เมื่อมีตัวกระตุ้นหรือการรบกวนสิว เช่น การบีบ แกะ ขัดหน้า ถูหน้า เช็ดหน้าแรงๆ ล้างหน้าบ่อยๆ ทำให้การอักเสบรุนแรงยิ่งขึ้น กลายเป็นสิวอักเสบไทป์ 3 หรือสิวอักเสบไทป์ 4 ซึ่งสิวทุกชนิดทำให้เกิดการอักเสบและเกิดแผลที่ผนังท่อรูขุมขนตามชนิดและความรุนแรงของสิว การอักเสบจากแผล (wound inflammation) นี้ เริ่มตั้งแต่ระดับของการรั่วซึมเล็กน้อยไปจนถึงการฉีกแตกที่รุนแรงขึ้นตามขนาดของแผลและขนาดของสิว เมื่อมีแผลใต้สิวจะมีการรักษาตัวเองของแผล คือ เมื่อมีการอักเสบทำให้กลไกภายในร่างกายเริ่มฟื้นฟูตัวเองโดยการลำเลียงเลือดไปยังบริเวณที่มีการอักเสบเพื่อซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์เนื้อเยื่อ เกิดการขยายตัวของหลอดเลือด และการสร้างเซลล์บุผนังหลอดเลือดใหม่ทำให้จำนวนหลอดเลือดในบริเวณนั้นเพิ่มขึ้น เป็นผลให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวกลายเป็นสีแดง ยิ่งกระบวนการสมานแผลนี้กินเวลานานเท่าใด จำนวนหลอดเลือดที่ขยายตัวขึ้นก็จะมากขึ้นตามไปด้วย และหากมีการ บีบ แกะ เกา หรือการรบกวนผิวร่วมด้วย จะไปกระตุ้นเมลาโนไซต์ ให้ผลิตเมลานิน (Melanin) มากกว่าปกติ เป็นสาเหตุให้เกิดรอยดำ Post – Inflammatory Hyperpigmentation (PIH) หลังการอักเสบตามมาได้

สิวจึงเป็นการอักเสบแบบคู่ (dual inflammation) ในการรักษาจึงต้องจัดการกับสาเหตุทั้ง 2 เรื่อง คือทั้งจากภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด และการอักเสบจากการเกิดแผล จึงจะได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

สิวอักเสบไทป์ 1 (Acne Type 1) หรือสิวอุดตัน ลักษณะเป็นเม็ดนูนรูปโดม โดยมีสีเดียวกับผิว มีการอักเสบเล็กน้อย ไม่พบการเกิดแผลของท่อรูขุมขน เกิดจากสารตัวกระตุ้น (cytokine) ที่สร้างจากต่อมไขมันจะกระตุ้นตัวรับสัญญาณ (Toll-like receptor) ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวตัวที่ 1 (Lymphocyte) เข้ามาทำให้เกิดเป็นสิวอักเสบไทป์ 1 จึงมีแผลใต้สิว ที่เปรียบได้กับแผลผิวแห้งแตก หรือ Cracked skin

สิวอักเสบไทป์ 2 (Acne Type 2 ) หรือสิวปุ๊บปั๊บ เป็นสิวที่มีการอักเสบปานกลาง สีชมพูระเรื่อๆ มักจะมีอาการเจ็บๆคัน เกิดจากการรั่วที่ส่วนบนของท่อรูขุมขน (infundibular duct) เกิดมีสารกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวที่ 2 (Monocyte) เข้ามาทำให้เกิดสิวอักเสบไทป์ 2 จึงมีแผลใต้สิวที่เปรียบได้กับแผลถลอก หรือ Abrasion wound ปกติสิวไทป์ 2 จะยุบหายได้ภายใน 2-3 วันและหากไม่ยุบหายไปหรือมีการรบกวนจะทำให้เกิดสิวอักเสบไทป์ 3 หรือสิวอักเสบไทป์ 4 ได้

สิวอักเสบไทป์ 3 (Acne Type 3) เป็นสิวที่มีการอักเสบเต็มที่ มีสีแดงหรือแดงเข้ม หรืออาจเป็นเม็ดนูนแดงแบบมีหัวหนอง ขนาดน้อยกว่า 5 มิลลิเมตร เกิดการกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวที่ 3 (Neutrophil) เข้ามาทำให้เกิดการอักเสบ มีการเกิดแผลใต้สิวที่เปรียบได้กบแผลมีดบาด หรือ Superficial cut wound ที่ส่วนกลางของท่อรูขุมขน การอักเสบกินเวลา 6 สัปดาห์จึงจะหาย จึงทำให้เกิดรอยแดง รอยดำ รอยแผลเป็นตามมาได้

สิวอักเสบไทป์ 4 (Acne Type 4) สิวอักเสบเม็ดแดงขนาดใหญ่ หรือสิวหัวช้าง เป็นตุ่มนูนลึก หรือมีลักษณะเป็นถุงหนอง (Cyst) หรือไตแข็ง (Nodule) ขนาดมากกว่า 5 มิลลิเมตร เกิดการกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวที่ 3 (Neutrophil) จำนวนมากขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบที่รุนแรงมาก กินบริเวณกว้างและลึก ก่อความเสียหายต่อผิวหนังที่รุนแรงและยาวนานกว่าสิวอักเสบไทป์ 3 มีการเกิดแผลใต้สิวที่เปรียบเหมือนแผลเปิดใหญ่ลึก หรือ Deep open wound การอักเสบกินเวลายาวนานถึง 12 สัปดาห์จึงจะหาย

ในเม็ดสิวหัวช้าง เป็นการอักเสบคู่แบบปราศจากการติดด้วยเชื้อ (Dual sterile inflammation) คือ มีการอักเสบจากภูมิคุ้มกัน ที่มีมาแต่กําเนิดร่วมกับขบวนการอักเสบที่เกิดจากมีรอยแยก (Rupture) ขนาดใหญ่ของท่อต่อมไขมัน เหมือนกับการเกิดบาดแผลที่ผิวหนัง (Wound process) มีผลทําใหเ้ม็ดสิวหัวช้าง มีขนาดใหญ่และลงลึกเม็ดสิวหัวช้างจะใช้เวลานานในการยุบ เรียบ และเมื่อสิวอักเสบหัวช้างแตกจากการบีบแกะหรือรบกวนสิว เกิดแผลเปิดบนผิว และอาจทำติดเชื้อโรคต่างๆ และส่งผลให้เกิด แผลเป็น หลุมสิวหรือแผลเป็นนูนขึ้นก็ได้

เข้าใจวงจรสิว และชนิดของสิว

การอักเสบของสิวเกิดจาก การอักเสบคู่แบบปราศจากเชื้อ (Dual sterile inflammation) คือการอักเสบจากการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด (innate immunity) ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการติดเชื้อ (infection) ร่วมกับขบวนการอักเสบของการเกิด และหายของแผล (wound healing process) ขบวนการนี้มีลักษณะที่ต่อเนื่องแบบเรียงซ้อนกัน (cascading) โดยเริ่มจาก

  1. สารตัวกระตุ้น (cytokine) ที่สร้างจากต่อมไขมันจะกระตุ้นตัวรับสัญญาณ (Toll-like receptor) ทำให้เซลล์เม็ดเลือดขาวตัวที่ 1 (Lymphocyte) เข้ามาทำให้เกิดสิวอักเสบไทป์ 1 (Acne type 1) ซึ่งการอักเสบจะเกิดแบบน้อย จึงทำให้เกิดอยู่เป็นเวลายาวนานของสิวชนิดนี้ หรือที่เรียกกันว่า สิวอุดตัน
  2. ต่อมาเกิดมีการรั่ว (leakage) ที่ส่วนบนของท่อรูขุมขน (infundibular duct) เป็นแผลเล็กๆเกิดมีสารกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวที่ 2 (Monocyte) ทำให้เกิดสิวอักเสบไทป์ 2 (Acne Type 2) การอักเสบที่มีลักษณะรวดเร็วและจบสิ้นในเวลาที่สั้น 2-3 วัน หรือ สิวปุ๊บปั๊บ แต่หากการอักเสบไม่หมดไป ก็จะเกิดการกระตุ้นต่อเนื่องทำให้เกิดเป็นสิวอักเสบไทป์ 3 หรือ 4
  3. กรณีของสิวอักเสบไทป์ 3 (Acne type 3) หรือที่เรียกกันว่าสิวอักเสบ จะมีแผลขนาดใหญ่ (major rupture) ที่บริเวณส่วนกลางของท่อรูขุมขน เกิดการกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวที่ 3 (Neutrophil) ทำให้เกิดการอักเสบที่รุนแรงในบริเวณกว้าง และกินเวลานาน
  4. ส่วนสิวอักเสบไทป์ 4 (Acne type 4) หรือสิวหัวช้าง จะมีแผลขนาดใหญ่มาก (major rupture) ที่บริเวณส่วนล่างของท่อรูขุมขน เกิดการกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวที่ 3 (Neutrophil) จำนวนมากขึ้น ทำให้เกิดการอักเสบที่รุนแรงมาก กินบริเวณกว้างและลึก ก่อความเสียหายต่อผิวหนังที่รุนแรงและยาวนานกว่าสิวอักเสบไทป์ 3

สิวกับแผลใต้สิว

จากการค้นคว้าวิจัยพบว่า ที่จริงแล้วเป็นสิวอักเสบ จะทำให้เกิดแผลใต้สิว ทำให้ใช้เวลานานในการรักษา สิวอักเสบทำให้เกิดแผลที่บริเวณท่อต่อมไขมันในลักษณะต่างๆ ตามความรุนแรงของสิว โดยเริ่มจากเล็กน้อยจนถึงรุนแรงมาก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกับแผลที่พบเห็นได้ ดังนี้

  1. สิวอักเสบไทป์ 1 (Acne type 1) หรือสิวอุดตัน ลักษณะเป็นสิวที่มีเม็ดสีเดียวกับสีผิว (Skin Color) อาจจะเป็นได้ทั้งสิวหัวขาว (close comedone) และสิวหัวดำ (open comedone) การอักเสบของสิวชนิดนี้จะมีการแบ่งตัวของเซลล์หนังกำพร้า (keratinocyte) ในรูขุมขนเพิ่มมากขึ้นจนดันผนังท่อต่อมไขมัน ทำให้ผนังท่อต่อมไขมันเกิดการซึม เปรียบได้เหมือนเป็นแผลผิวแห้งแตก (Cracked skin) อยู่ใต้สิว และสามารถคงอยู่นานเป็นเวลาหลายเดือนหรือพัฒนากลายเป็นสิวอักเสบไทป์ 2 (Acne type 2)
  2. สิวอักเสบไทป์ 2 (Acne type 2) หรือสิวปุ๊บปั๊บ เป็นสิวเม็ดสีชมพูระเรื่อๆ หรือแดงอ่อนๆ เกิดจากการอักเสบเพิ่มขึ้นของสิวอักเสบไทป์1 จนมีขนาดใหญ่ขึ้น การอักเสบนี้ทำให้เกิดการรั่วที่ผนังท่อต่อมไขมัน เปรียบได้เหมือนกับแผลถลอก (Abrasion wound) อยู่ใต้สิว ซึ่งมีการเกิดค่อนข้างรวดเร็ว และคงอยู่ไม่นานโดยมากมักไม่เกิน 2 – 3 วัน เวลาหายจะไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลย แต่ถ้าหากไม่ยุบเองสิวชนิดนี้ก็จะกลายไปเป็นสิวอักเสบไทป์ 3 (Acne type 3)
  3. สิวอักเสบไทป์ 3 (Acne type 3) หรือสิวอักเสบ ลักษณะจะมีสีแดงและบางครั้งเป็นหัวหนอง มักจะมีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร พัฒนามาจากสิวอักเสบไทป์ 2 ที่อักเสบมากขึ้น การอักเสบทำให้ส่วนบนของผนังท่อต่อมไขมันเกิดการแตกเป็นแผล เปรียบได้เหมือนแผลมีดบาดตื้นๆ (Superficial Cut wound) อยู่ใต้สิว สิวชนิดนี้เกิดได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน และจะคงอยู่เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ และเมื่อเกิดกระบวนการหายของแผล (wound healing) จะมีการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ จึงมักจะทิ้งรอยแดงไว้บนผิวอีกระยะหนึ่ง
  4. สิวอักเสบไทป์ 4 (Acne type 4) หรือสิวอักเสบเม็ดใหญ่ เป็นสิวชนิดเม็ดใหญ่และลึก ขนาดใหญ่กว่า 5 มิลลิเมตร มักเกิดจากสิวอักเสบไทป์ 2 ที่อักเสบมากขึ้น และทำให้ส่วนกลางหรือส่วนล่างของผนังท่อต่อมไขมันเกิดการแตกเป็นแผลใหญ่ เปรียบเหมือนเป็นแผลเปิดใหญ่ลึก (Deep open wound) อยู่ใต้สิว ทำให้เกิดการอักเสบจากแผลที่รุนแรงเพิ่มร่วมกับกระบวนการอักเสบจากภูมิคุ้มกัน เกิดมีการเสียหายของเนื้อเยื่อ และเมื่อเกิดกระบวนการหายของแผล (wound healing) จะมีการสร้างเส้นเลือดฝอยและเนื้อเยื่อใหม่ซึ่งมักจะใช้เวลานาน และเป็นอยู่นานกว่าสิวชนิดอื่น เวลายุบก็จะมีรอยแดง หากรักษาไม่ดีพอจะมีโอกาสในการเกิดแผลเป็น (Acne Scar) ได้ง่าย

การแยกชนิด สิวเปรอะ – ประปราย

สิวเปรอะ (Whole Face Acne) คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดบนใบหน้ารวมกันมากกว่า 10 เม็ดขึ้นไป

ลักษณะของสิวเปรอะ คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสิวอักเสบไทป์ 1 ,ไทป์ 2 , สิวไทป์ 3 ไทป์ 4 บนใบหน้ารวมกันมากกว่า 10 เม็ดขึ้นไป ซึ่งจำนวนสิวที่มากนี้นอกจากจะทำให้ผิวสูญเสียความสวย ผิวดูไม่ดีแล้ว ยังสร้างความบอบช้ำของแผลใต้สิวได้มากเช่นกัน หากปล่อยทิ้งไว้จะยิ่งอักเสบลุกลาม การรักษาจะยิ่งกินเวลานาน เกิดข้อแทรกซ้อน มีรอยแดง รอยดำ แผลเป็นนูน หรือแผลหลุมสิว ตามมาได้มาก

สิวประปราย (Localized acne) คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดบนใบหน้ารวมกันน้อยกว่า 10 เม็ด

ลักษณะของสิวประปราย คือ มีจำนวนสิวทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นสิวอักเสบไทป์ 1 , ไทป์ 2 , ไทป์ 3 หรือไทป์ 4 บนใบหน้าไม่เกิน 10 เม็ด แต่หากปล่อยทิ้งไว้มีโอกาสเกิดรอยแดง รอยดำ และอักเสบลุกลามมากขึ้นได้

เพราะอะไรสิวเปรอะจึงรักษายากกว่า จากการค้นคว้าวิจัยพบว่า แท้จริงแล้วการเกิดสิวทุกชนิดจะมีแผลใต้สิวร่วมด้วย ทำให้ใช้เวลานานในการรักษา โดยเริ่มจากอักเสบเล็กน้อยจนถึงรุนแรงมาก ซึ่งสามารถเปรียบเทียบกับแผลที่พบเห็นได้ ดังนี้

  1. สิวอักเสบไทป์ 1 (Acne type 1) หรือสิวอุดตัน ลักษณะเป็นสิวที่มีเม็ดสีเดียวกับสีผิว (Skin Color) อาจจะเป็นได้ทั้งสิวหัวขาว(close comedone) และสิวหัวดำ(open comedone) การอักเสบของสิวชนิดนี้จะมีการแบ่งตัวของเซลล์หนังกำพร้า (keratinocyte) ในรูขุมขนเพิ่มมากขึ้นจนดันผนังท่อต่อมไขมัน ทำให้ผนังท่อต่อมไขมันเกิดการซึม เปรียบได้เหมือนเป็นแผลผิวแห้งแตก (Cracked skin) อยู่ใต้สิว และสามารถคงอยู่นานเป็นเวลาหลายเดือนหรือพัฒนากลายเป็นสิวอักเสบไทป์ 2 (Acne type 2)
  2. สิวอักเสบไทป์ 2 (Acne type 2) หรือสิวปุ๊บปั๊บ เป็นสิวเม็ดสีชมพูระเรื่อๆ หรือแดงอ่อนๆ เกิดจากการอักเสบเพิ่มขึ้นของสิวอักเสบไทป์1 จนมีขนาดใหญ่ขึ้น การอักเสบนี้ทำให้เกิดการรั่วที่ผนังท่อต่อมไขมัน เปรียบได้เหมือนกับแผลถลอก(Abrasion wound) อยู่ใต้สิว ซึ่งมีการเกิดค่อนข้างรวดเร็ว และคงอยู่ไม่นานโดยมากมักไม่เกิน 2 – 3 วัน เวลาหายจะไม่ทิ้งร่องรอยไว้เลย แต่ถ้าหากไม่ยุบเองสิวชนิดนี้ก็จะกลายไปเป็นสิวอักเสบไทป์ 3 (Acne type 3)
  3. สิวอักเสบไทป์ 3 (Acne type 3) หรือสิวอักเสบ ลักษณะจะมีสีแดงและบางครั้งเป็นหัวหนอง มักจะมีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร พัฒนามาจากสิวอักเสบไทป์ 2 ที่อักเสบมากขึ้น การอักเสบทำให้ส่วนบนของผนังท่อต่อมไขมันเกิดการแตกเป็นแผล เปรียบได้เหมือนแผลมีดบาดตื้นๆ (Superficial Cut wound) อยู่ใต้สิว สิวชนิดนี้เกิดได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน และจะคงอยู่เป็นเวลานานหลายสัปดาห์ และเมื่อเกิดกระบวนการหายของแผล (wound healing) จะมีการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ จึงมักจะทิ้งรอยแดงไว้บนผิวอีกระยะหนึ่ง
  4. สิวอักเสบไทป์ 4 (Acne type 4) หรือสิวอักเสบเม็ดใหญ่ เป็นสิวชนิดเม็ดใหญ่และลึก ขนาดใหญ่กว่า 5 มิลลิเมตร มักเกิดจากสิวอักเสบไทป์ 2 ที่อักเสบมากขึ้น และทำให้ส่วนกลางหรือส่วนล่างของผนังท่อต่อมไขมันเกิดการแตกเป็นแผลใหญ่ เปรียบเหมือนเป็นแผลเปิดใหญ่ลึก (Deep open wound) อยู่ใต้สิว ทำให้เกิดการอักเสบจากแผลที่รุนแรงเพิ่มร่วมกับกระบวนการอักเสบจากภูมิคุ้มกัน เกิดมีการเสียหายของเนื้อเยื่อ และเมื่อเกิดกระบวนการหายของแผล(wound healing) จะมีการสร้างเส้นเลือดฝอยและเนื้อเยื่อใหม่ซึ่งมักจะใช้เวลานาน และเป็นอยู่นานกว่าสิวชนิดอื่น เวลายุบก็จะมีรอยแดง หากรักษาไม่ดีพอจะมีโอกาสในการเกิดแผลเป็น (Acne Scar) ได้ง่าย

Gold Standard

มาตรฐานอ้างอิง (Gold standard) ผลการทำให้สิวทุกชนิดหมดไปจากใบหน้า การรักษาสิวอักเสบมีเป้าหมายเพื่อลดความรุนแรงของสิว โดยรักษาสิวทุกชนิดทั่วใบหน้า(สิวเปรอะ)ให้หมดไปหรือ อย่างน้อยที่สุดจำนวนลดลงเป็นสิวประปรายซึ่งมีจำนวนรวมทั้งหมดน้อยกว่า 10 เม็ด (เหลือน้อยที่สุด) โดยมีมาตรฐานอ้างอิง คือ ภายใน 8-12 สัปดาห์ ทั้งนี้ เพื่อให้เห็นผลการทำให้สิวทุกชนิดหมดไปจากใบหน้า จำเป็นต้องทำการกดเม็ดสิวเก่าออก ทุก 1-2 สัปดาห์ด้วย

แนวทางการรักษาต่างๆ ตามแต่ละชนิด เน้นเรื่องจำนวน สิวเปรอะ/ประปราย

เป้าหมายในการรักษาสิวเปรอะ ต้องเร่งลดความรุนแรงและจำนวนของสิวให้น้อยลงให้ได้มากที่สุด ในกรณีที่รักษาได้ไม่หมดภายใน 8-12 สัปดาห์ ก็จะต้องลดจำนวนให้เหลือเป็นสิวประปราย (locallized) เพื่อลดความเสียหายต่อผิว เนื่องจากจำนวนสิวที่มาก การอักเสบก็จะมากตามไปด้วย ต้องทำให้ยุบเร็วเพื่อลดจำนวนให้มากที่สุด การรักษาที่มีประสิทธิภาพจะต้องลดการอักเสบได้ทั้งตัวสิวเองและสมานแผลใต้สิวควบคู่กันไปจึงจะได้ผลดี ซึ่งคุณสมบัติที่ว่านี้มีในผลิตภัณฑ์ Anti Acne Type 3 และ Absolute Anti Negative 4 ทั้งนี้จากการวิจัยพบว่าการใช้ผลิตภัณฑ์ Anti Acne Type 3 มีผลทำให้สิวอักเสบยุบราบใน 7 วัน ได้ผลมากถึง 95% หรือยุบราบลง 9 ใน10 เม็ด ในขณะที่การใช้ผลิตภัณฑ์ที่รักษาสิวเพียงอย่างเดียวได้ผลเพียง 75% หรือยุบราบลง 7 ใน 10 เม็ด ดังจะเห็นว่าได้ผลแตกต่างกันมากถึง 20% นอกจากนี้การรักษาควรจะต้องทำการกดสิวอุดตันออกอย่างสม่ำเสมอร่วมด้วยทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อควบคุมและลดปริมาณลง ทั้งยังป้องกันการอักเสบไม่ให้ลุกลามจะเป็นการเร่งให้สิวหายภายในระยะเวลาที่กำหนด

เป้าหมายในการรักษาสิวประปราย ควรใช้ผลิตภัณฑ์เร่งรักษาให้สิวอักเสบยุบราบใน 3 วัน และยุบเรียบใน 7 วัน เพื่อลดโอกาสเกิดรอยแดง , รอยดำ และแผลใต้สิว รวมถึงควบคุมไม่ให้สิวลุกลามและกลับมาเป็นซ้ำ