การตรวจไดแอสโคปี (DIASCOPY) คือ การตรวจวินิจฉัย (Diagnostic Procedure) แยกโรค เพื่อระบุ สาเหตุของรอยโรคบนผิวหนัง
โดยเฉพาะรอยแดงและรอยคล้ำเช่นฝ้าและรอยสิว ว่าเกิดจาก เส้นเลือดหรือเม็ดสี โดยการกดผิวหนังด้วยแผ่นใสเพื่อไล่สีที่เกิดจากเม็ดเลือดออกจากพื้นที่ฝ้า ให้เหลือแต่ สีของเม็ดสี และดูการเปลี่ยนแปลงของสีขณะกด

ทำไมต้องตรวจ DIASCOPY?
Diascopy มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง เพราะการรักษา จะแตกต่างกันตามชนิด ของรอยโรค เช่น ฝ้าและรอยสิว
ฝ้าเส้นเลือด (Vascular Melasma): เน้นการรักษาที่เป้าหมายไปที่หลอดเลือด
ฝ้าเม็ดสี (Melanin Melasma): เน้นการรักษาที่เป้าหมายไปที่เม็ดสี
รอยแดงจากสิว (Post-inflammatory Erythema – PIE): มักเกิดจากการขยายตัว ของเส้นเลือดฝอย (จางลงเมื่อกด)
รอยดำจากสิว (Post-inflammatory Hyperpigmentation – PIH): เกิดจากเม็ดสี (ไม่จางลงเมื่อกด) ทำให้รักษาได้ถูกวิธี

Diascopy ใช้ตรวจปัญหาผิวที่มี รอยแดง (Erythema) และ รอยคล้ำ/รอยดำ (Discoloration) เพื่อระบุว่าสีนั้น มาจาก เลือดในเส้นเลือด หรือ เม็ดสี วัตถุประสงค์หลักคือการแยกแยะรอยโรค ที่มีสาเหตุจากหลอดเลือดออกจากสาเหตุอื่น ซึ่งมีความจำเป็น อย่างยิ่งในการแยกประเภทของฝ้า ระหว่างฝ้าเม็ดสี เพราะสาเหตุหลักคือเม็ดสี (Melanin Melasma) ที่ไม่จางเมื่อกด กับฝ้าเส้นเลือด (Vascular Melasma) ที่จะจางลงเมื่อกด บางกรณีมีฝ้าทั้งสองแบบ ร่วมกัน การทราบชนิดฝ้า ที่แน่ชัดจะช่วยให้สามารถเลือกการรักษาที่เหมาะสม ช่วยให้เลือกวิธีการรักษาได้แม่นยำ และตรงจุดมากขึ้น อีกทั้งยังประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายอีกด้วย

ขั้นตอนการตรวจ DIASCOPY
• ทำความสะอาดแผ่น Diascopy ด้วย สำลีชุบ Alcohol
• กดแผ่น Diascopy ลงบนรอยต่อระหว่างฝ้าและผิวปกติ ที่มีกระดูกรองรับ เพื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของสีจากการไล่เลือดได้ดีขึ้น
• กดค้างไว้อย่างน้อย 5 วินาที แล้วจึงแปลผล

ระยะเวลาการตรวจ DIASCOPY
• ระยะเวลาต่อครั้ง: ใช้เวลาสั้นมาก เพียง 1-2 นาที ต่อรอยโรค
• ความถี่/ระยะห่าง:ไม่มีความถี่ที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ แต่ส่วนใหญ่มักทำ: ก่อนเริ่มการรักษา: เพื่อวินิจฉัยและวางแผน
• ระหว่างการรักษา/ติดตามผล: เพื่อประเมินว่า องค์ประกอบของเส้นเลือดในฝ้า, รอยแดง ลดลงหรือไม่ อาจทำทุก 4-8 สัปดาห์ หรือเมื่อมีการนัดติดตามผลการรักษา

การตรวจ DIASCOPY จะแสดงผลดังนี้:
จางลง (Blanching): กดแล้วเห็นสีฝ้าใกล้เคียงกับผิวปกติ สีฝ้าจางลงหมดหรือเกือบหมด บ่งชี้ว่ามีองค์ประกอบของหลอดเลือดอยู่เป็นหลัก ก็จะเป็นฝ้าเส้นเลือด (Vascular Melasma) หรือ รอยแดงจากสิว (PIE) เมื่อกดรอยแดงจะจางลง

ไม่จางลง (Non-blanching): กดแล้วยังเห็นขอบฝ้า เห็นสีฝ้าไม่จางลงหรือจางลงเพียงบางส่วน บ่งชี้ว่ามีองค์ประกอบของเม็ดสีอยู่เป็นหลัก ก็จะเป็นฝ้าเม็ดสี (Melanin Melasma) หรือรอยดำจากสิว (PIH) เมื่อกดรอยดำ จะไม่จางลง

จางบางส่วน (Partial Blanching): กดแล้วจางลงบางส่วน (Partial Blanching) คือมีบางส่วนของรอยโรคที่สีซีดลง (ส่วนที่เป็นเส้นเลือด) และบางส่วนที่สีคงเดิม (ส่วนที่เป็นเม็ดสี) บ่งชี้ว่ามี ทั้งสององค์ประกอบ ก็จะเป็นฝ้าผสม (Mixed Melasma)

DIASCOPY แตกต่างกับการตรวจด้วยตาเปล่า
เพราะการวินิจฉัยรอยโรคด้วยตาเปล่าอาจทำให้ แยกไม่ออกว่ารอยแดงนั้นมาจากเลือดในเส้นเลือด (ซึ่งรักษาได้ง่ายกว่า) หรือเม็ดสี แต่ Diascopy เป็นการจำลองสถานการณ์การไล่เลือด เพื่อให้เห็น การเปลี่ยนแปลงสีที่ชัดเจน ภายใต้แรงกด มีความแม่นยำระดับการตรวจคัดกรองเบื้องต้นในการ แยกองค์ประกอบ ของหลอดเลือด ออกจากเม็ดสีหรือการตกเลือด (Purpura) ในฝ้าและรอยโรคอื่น ๆ มีความน่าเชื่อถือสูงใน การวินิจฉัยแยกโรค แต่ไม่สามารถระบุความลึกของเม็ดสีได้แม่นยำเท่า Wood’s Lamp หรือ Dermoscopy

ผลการตรวจ DIASCOPY
DIASCOPY เป็นเครื่องมือวินิจฉัยรอยโรค ไม่สามารถแก้ปัญหาได้โดยตรง แต่ทำให้ได้ ข้อมูลที่ชัดเจน ในการแยกประเภทของรอยโรค (เม็ดสี vs. เส้นเลือด) ซึ่งทำให้วางแผนการรักษาตรงจุดและได้ ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น ช่วยให้สามารถเลือกวิธีการรักษา (เลเซอร์, ยา, ทรีตเมนต์) ได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญในการแก้ปัญหา
DIASCOPY สามารถใช้ ติดตามผลการรักษาโดย ถ้าเป็น ฝ้าเส้นเลือด/ ฝ้าผสม เมื่อการ รักษาได้ผล รอยแดง/ องค์ประกอบของเส้นเลือดจะลดลง เมื่อทำ Diascopy ซ้ำ บริเวณที่ จางลงจะเล็กลง หรือจางลงน้อยกว่าเดิม (แสดงว่าเส้นเลือดลดลง) สำหรับการวัดผลเชิง ปริมาณควรใช้เครื่องมือ อื่น (เช่น เครื่องวัดสีผิว, ถ่ายภาพเปรียบเทียบ) ร่วมด้วย
DIASCOPY เป็นการประเมินในเชิงคุณภาพ (ดีขึ้น/ไม่ดีขึ้น) โดยผู้เชี่ยวชาญจะใช้ การเปรียบเทียบ:
ขอบเขต: รอยโรคที่จางลงเมื่อกด (ส่วนเส้นเลือด) มีขนาดเล็กลงหรือไม่
ความเข้ม: ความเข้มของส่วนที่ไม่จาง (ส่วนเม็ดสี) มีความเข้มลดลงหรือไม่
DIASCOPY สามารถใช้แยกประเภทรอยสิวได้โดย
รอยแดง (PIE): (จางเมื่อกด) มักใช้เวลารักษา ด้วยเลเซอร์กลุ่มเส้นเลือดสั้นกว่ารอยดำ
รอยดำ (PIH): (ไม่จางเมื่อกด) มักใช้เวลารักษานานกว่า (อาจ 3-6 เดือน) สามารถ คาดการณ์ได้คร่าว ๆ แต่ไม่สามารถระบุ ระยะเวลาที่แน่นอนได้

สรุป Q & A ประเด็นหลักของ DIASCOPY:
Q : การตรวจ DIASCOPY คืออะไร?
A : การใช้แผ่นพลาสติกใสกดลงบนรอยต่อของผิวปกติกับรอยโรคที่มีกระดูกรองรับเช่นฝ้า และรอยสิว เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสีจากการไล่เลือดได้ดีขึ้น โดยกดไว้ประมาณ 5 วินาที ถ้าหากว่าสีผิวบริเวณที่กดจางลง แสดงว่าเกิด จากเส้นเลือด

Q : DIASCOPY ใช้ตรวจอะไรเป็นหลัก
A: ใช้ตรวจแยกฝ้าชนิดที่เกิดจากเส้นเลือด หรือรอยแดงต่างๆ ว่าเกิดจากเส้นเลือดหรือ ไม่เช่นรอยแดงจากสิว

Q: การแปลผลของ DIASCOPY?
A: ฝ้า: เมื่อกดแล้วพบว่ายังเห็นขอบฝ้า สีฝ้าไม่จางลงหรือจางลงเพียงบางส่วน แปลว่าเป็นฝ้าเม็ดสี (Melanin Melasma) ส่วนบริเวณที่กดแล้วเห็นสีฝ้าใกล้เคียงกับ ผิวปกติ สีฝ้าจางลงหมดหรือ เกือบหมด แปลว่าเป็นฝ้าเส้นเลือด (Vascular Melasma)

A: สิว : เมื่อกดรอยสิวแล้วพบว่ายังเห็นรอยไม่จางลงหรือจางลงเพียงบางส่วน แปลว่าเป็นรอยดำสิว (Post-inflammatory Hyperpigmentation – PIH) ที่เกิดจากเม็ดสี ส่วนบริเวณที่กดแล้วเห็นสี รอยสิวใกล้เคียงกับผิวปกติ สีจางลงหมดหรือเกือบหมด แปลว่าเป็นรอยแดงสิว (Post-inflammatory Erythema – PIE) ที่เกิดจากเส้นเลือด

Q: DIASCOPY มีความแม่นยำและข้อจำกัดอะไรบ้าง
A: มีความแม่นยำสูงในการแยกประเภทฝ้า แต่ขึ้นอยู่กับเทคนิคการกดและต้องมี ความเข้าใจว่าฝ้ามีลักษณะเป็นอย่างไร ข้อจำกัดคือกรณีที่เลือดสูบฉีดสูงอาจจะเกิด ความคลาดเคลื่อนในการประเมินผลได้ จึงควรต้องมีการนั่งพักก่อนการตรวจ

Q: ผลตรวจนำไปสู่การรักษาอย่างไร
A: ช่วยเลือกผลิตภัณฑ์และวิธีการรักษาฝ้าที่ถูกต้อง